ฟุตบอลโลก 2026 รูดม่านปิดฉากไปแล้ว สเปนผงาดคว้าแชมป์หลังเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ถ้ามองข้ามผลแพ้ชนะในสนามไป "ผู้ชนะตัวจริง" งานนี้หนีไม่พ้น ฟีฟ่า ที่โกยรายได้เข้ากระเป๋าไปแบบเป็นกอบเป็นกำ ฟันรายได้ทะลุ 9 พันล้านเหรียญ
โมเดล 48 ทีมทำเงินกระฉูด
ไอเดียเพิ่มทีมเป็น 48 ทีมของ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ถือว่าเข้าเป้าเต็มๆ การขยายแมตช์เตะเป็น 104 นัด ดันทั้งค่าลิขสิทธิ์ สปอนเซอร์ และยอดขายตั๋วให้พุ่งปรี๊ด แม้ราคาตั๋วเฉลี่ยจะโหดถึง 900 ดอลลาร์ แต่แฟนบอลก็ยังแห่เข้าไปดูจนเต็มความจุ 99% ในรอบแบ่งกลุ่ม
แถมปีนี้ยังเรียกเสียงฮือฮาด้วยการประเดิมโชว์พักครึ่ง รวมศิลปินดังระดับโลกเป็นครั้งแรก ถึงจะโดนบ่นว่าทำเวลาพักครึ่งยืดเยื้อไปหน่อย แต่นี่คือการเปิดประตูรับเม็ดเงินสปอนเซอร์รูปแบบใหม่ที่ฟีฟ่าตั้งใจวางหมากไว้ชัดเจน
คอนเนคชันการเมืองกับ 'โดนัลด์ ทรัมป์'
ทัวร์นาเมนต์นี้ยังสะท้อนให้เห็นคอนเนคชันที่เหนียวแน่นระหว่างอินฟานติโนกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงกับขั้นที่มีรายงานว่าทรัมป์ต่อสายตรงขอให้อินฟานติโนช่วยพิจารณายกเลิกใบแดงของนักเตะสหรัฐฯ จนสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า บิ๊กบอสฟีฟ่าเคยเปย์ตั๋ววีไอพีมูลค่า 15,000 ดอลลาร์ให้ทรัมป์มาแล้วในการแข่งขันเมื่อปีก่อน
'
มองข้ามช็อตไปปี 2030... อาจทะลุ 64 ทีม?
พอเห็นเม็ดเงินมหาศาลไหลมาเทมาขนาดนี้ มีข่าวว่าอินฟานติโนเริ่มเล็งแผนขยายบอลโลกเป็น 64 ทีมในปี 2030 แล้ว กูรูหลายคนมองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่เป็นเกมการเมืองในองค์กรที่แยบยล การกระจายเงินอุดหนุนให้ชาติสมาชิกเล็กๆ ก็เหมือนการซื้อใจเพื่อรักษาฐานเสียงให้ตัวเองนั่งเก้าอี้ประธานฟีฟ่าต่อไปยาวๆ ยิ่งบอลโลก 2030 จะเป็นวาระครบรอบ 100 ปีพอดี ฟีฟ่าได้เตรียมงบจัดงานไว้ถึง 6 พันล้านดอลลาร์ การันตีความยิ่งใหญ่และตั้งเป้าโกยเงินหนักกว่าเดิมแน่นอน
ทุนนิยมกลืนกินฟุตบอลโลกจนกลายเป็นบ่อเงินบ่อทอง แฟนบอลอย่างเราคงต้องถามตัวเองดังๆ ว่า มนต์ขลังลูกหนังมันหายไปไหนหมด หรือว่าคำว่ากีฬามันกลายเป็นแค่ฉากบังหน้าไปแล้วจริงๆ